Home Fit Trend FOOD FOR FIT ดื่มกาแฟทุกวันดีไหม? ไขคำตอบสำหรับคนที่ขาดกาแฟไม่ได้

ดื่มกาแฟทุกวันดีไหม? ไขคำตอบสำหรับคนที่ขาดกาแฟไม่ได้

"การดื่มกาแฟทุกวันไม่ใช่เรื่องอันตราย หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม" กาแฟสามารถช่วยเพิ่มความตื่นตัว เสริมสมาธิ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการดื่มกาแฟในระดับพอดีอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ดีขึ้นในหลายด้าน เช่น การทำงานของสมอง ระบบเผาผลาญ และการลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด [1] [2]

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังคือ ปริมาณคาเฟอีน น้ำตาล และช่วงเวลาที่ดื่ม เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพมากกว่าตัวกาแฟเอง หากเลือกดื่มอย่างเหมาะสม กาแฟก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพได้ [3]

ดื่มกาแฟทุกวันดีไหม?
สำหรับหลายคน “กาแฟ” คือเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

เช้าต้องมีกาแฟหนึ่งแก้วเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว บางคนอาจดื่มอีกแก้วในช่วงบ่ายเพื่อเติมพลังให้กับการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคำถามที่หลายคนสงสัยอยู่เสมอว่า ดื่มกาแฟทุกวันจะเป็นอันตรายไหม คาเฟอีนสะสมในร่างกายหรือไม่ กาแฟมีประโยชน์หรือมีโทษมากกว่ากัน

ความจริงแล้ว กาแฟไม่ใช่เครื่องดื่มที่ “ดีหรือแย่” แบบสุดขั้ว แต่ขึ้นอยู่กับ ปริมาณและวิธีการดื่ม หากเข้าใจหลักการที่ถูกต้อง กาแฟสามารถเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมสุขภาพได้เช่นกัน

ดื่มกาแฟส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?
ในกาแฟมีสารสำคัญคือ คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ที่เมื่อเวลาเราดื่มกาแฟ คาเฟอีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดภายในประมาณ 15–45 นาที และออกฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น ลดความง่วง และเพิ่มสมาธิในการทำงาน [4]

โดยทั่วไป ร่างกายของคนส่วนใหญ่สามารถรับคาเฟอีนได้ประมาณ ไม่เกิน 300–400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับกาแฟประมาณ 2–4 แก้ว ขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ [5]

ดังนั้น การดื่มกาแฟทุกวันจึง ไม่ใช่เรื่องอันตราย หากอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

คาเฟอีนคืออะไร? รู้จักสารสำคัญในกาแฟ พร้อมข้อดีและข้อควรระวัง
คาเฟอีน (Caffeine) คือสารประกอบธรรมชาติที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น เมล็ดกาแฟ ใบชา เมล็ดโกโก้ และกัวรานา โดยคาเฟอีนจัดอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System Stimulant)
เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟหรือชา สารคาเฟอีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อสมองโดยช่วยลดความง่วง ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

โดยทั่วไป คาเฟอีนจะเริ่มออกฤทธิ์ภายในประมาณ 15–45 นาทีหลังดื่ม และสามารถอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 4–6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการเผาผลาญของแต่ละคน

นอกจากกาแฟแล้ว คาเฟอีนยังพบได้ในเครื่องดื่มและอาหารหลายชนิด เช่น ชา ช็อกโกแลต เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมบางชนิด ฯลฯ

ข้อดีของคาเฟอีน

ข้อดีของคาเฟอีน
แม้หลายคนจะมองว่าคาเฟอีนเป็นเพียงสารกระตุ้นความตื่นตัว แต่ในความเป็นจริง คาเฟอีนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้านเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

1. ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ
คาเฟอีนช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้สมองตื่นตัว ลดอาการง่วง และช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานหรือการเรียน

2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า คาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความทนทานของร่างกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น จึงมักพบว่าหลายคนเลือกดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกาย

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟและชา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระในร่างกาย

4. อาจช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ
คาเฟอีนมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเล็กน้อย จึงมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด

ข้อเสียและข้อควรระวังของคาเฟอีน
แม้ว่าคาเฟอีนจะมีประโยชน์ แต่การบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลต่อร่างกายได้เช่นกัน

1. อาจทำให้นอนไม่หลับ
คาเฟอีนสามารถกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว หากดื่มในช่วงเย็นหรือก่อนนอน อาจส่งผลให้หลับยากหรือคุณภาพการนอนลดลง

2. อาจทำให้ใจสั่นหรือกระสับกระส่าย
การได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น วิตกกังวล กระสับกระส่าย เป็นต้น

3. อาจทำให้ร่างกายเกิดความเคยชิน 
หากดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ ร่างกายอาจเกิดความเคยชินได้ และหากหยุดดื่มทันทีอาจเกิดอาการ เช่น ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลียชั่วคราว

4. อาจกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหาร
ในบางคน คาเฟอีนอาจกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะหรืออาการกรดไหลย้อนได้

ปริมาณคาเฟอีนที่แนะนำในแต่ละช่วงวัย
อย่างไรก็ตาม ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย เนื่องจากระบบเผาผลาญและความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงควรเลือกดื่มในปริมาณที่เหมาะสมกับอายุและสภาพร่างกาย
  • เด็กและวัยรุ่น (ประมาณ 12–18 ปี)
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้จำกัดคาเฟอีนประมาณ ไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในช่วงพัฒนา การได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอาจส่งผลต่อการนอนหลับ ความวิตกกังวล และระบบประสาทได้ง่าย
  • วัยผู้ใหญ่ (ประมาณ 19–60 ปี)
     สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี องค์กรด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพหลายแห่งระบุว่า การบริโภคคาเฟอีน ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งเทียบเท่ากับกาแฟประมาณ 2–4 แก้ว ขึ้นอยู่กับชนิดและความเข้มข้นของกาแฟ
  • ผู้สูงอายุ (อายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป)
แม้ผู้สูงอายุจะยังสามารถดื่มกาแฟได้ แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากร่างกายอาจไวต่อคาเฟอีนมากขึ้น และอาจส่งผลต่อการนอนหลับหรือการเต้นของหัวใจ จึงมักแนะนำให้จำกัดคาเฟอีนประมาณ 200–300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยขึ้นอยู่กับสุขภาพและความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคน
  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำกัดคาเฟอีน ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือทารกที่กำลังได้รับนมแม่

ตัวอย่างปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มที่พบได้บ่อย
เพื่อให้เข้าใจปริมาณคาเฟอีนได้ง่ายขึ้น สามารถเทียบจากเครื่องดื่มทั่วไปได้ เช่น
  • กาแฟเอสเพรสโซ 1 ช็อต (ประมาณ 60 มล.) มีคาเฟอีนประมาณ 80 มิลลิกรัม
  • กาแฟดริปหรือกาแฟดำ 1 แก้ว (ประมาณ 200 มล.) มีคาเฟอีนประมาณ 90 มิลลิกรัม
  • ชาดำ 1 แก้ว มีคาเฟอีนประมาณ 50 มิลลิกรัม
  • เครื่องดื่มชูกำลัง 1 กระป๋อง (250 มล.) มีคาเฟอีนประมาณ 80 มิลลิกรัม
ดังนั้น หากดื่มกาแฟวันละ 1–3 แก้วโดยทั่วไปจะยังอยู่ในช่วงปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่

กาแฟและคุณประโยชน์อื่น ๆ ที่นอกจากคาเฟอีน
เมื่อพูดถึงกาแฟ หลายคนมักนึกถึง “คาเฟอีน” เป็นสิ่งแรก เพราะเป็นสารที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวและลดความง่วงได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กาแฟยังมีสารสำคัญอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เมล็ดกาแฟมีสารประกอบทางธรรมชาติมากกว่า 1,000 ชนิด ซึ่งบางชนิดมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพในหลายด้าน

1. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
กาแฟถือเป็นหนึ่งในแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในอาหารประจำวันของหลายคน สารเหล่านี้ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของเซลล์และโรคเรื้อรังบางชนิด
สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในกาแฟ เช่น
  • โพลีฟีนอล (Polyphenols)
  • คลอโรจีนิกแอซิด (Chlorogenic Acid)
สารเหล่านี้เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ และอาจมีบทบาทต่อสุขภาพในระยะยาว [2] [6]

2. คลอโรจีนิกแอซิด (Chlorogenic Acid)
คลอโรจีนิกแอซิดเป็นสารธรรมชาติที่พบได้มากในเมล็ดกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟที่คั่วอ่อนถึงคั่วกลาง สารชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีการศึกษาพบว่าอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และสนับสนุนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

3. วิตามินและแร่ธาตุ
แม้ว่ากาแฟจะไม่ได้เป็นแหล่งวิตามินหลัก แต่กาแฟก็มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ในปริมาณเล็กน้อย เช่น
  • แมกนีเซียม (Magnesium)
  • โพแทสเซียม (Potassium)
  • วิตามินบี บางชนิด เช่น ไนอะซิน (Vitamin B3)
แร่ธาตุเหล่านี้มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

4. สารไดเทอร์พีน (Diterpenes)
ในกาแฟยังพบสารกลุ่มไดเทอร์พีน เช่น คาเฟสทอล (Cafestol) และคาเวออล (Kahweol) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติทางชีวภาพบางประการ อย่างไรก็ตาม ปริมาณของสารเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปตามวิธีการชงกาแฟ เช่น การใช้กระดาษกรองหรือการต้มกาแฟ

สารเหล่านี้ทำให้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มที่ช่วยลดความง่วงเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

ข้อดีของการดื่มกาแฟทุกวัน

ข้อดีของการดื่มกาแฟทุกวัน

1. ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและมีสมาธิ
คาเฟอีนช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเลือกดื่มกาแฟก่อนเริ่มงานหรือก่อนประชุม

2. มีสารต้านอนุมูลอิสระ
กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ในร่างกาย

3. อาจช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ
คาเฟอีนมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ทำให้หลายคนเลือกดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกาย

งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า คาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย เช่น เพิ่มความทนทานของร่างกาย ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า เพิ่มการใช้พลังงานของร่างกายชั่วคราว จึงมักมีคำแนะนำให้ดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกายประมาณ 30–60 นาที [7]

4. อาจช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย
หลายคนสังเกตว่าหลังจากดื่มกาแฟ ร่างกายจะกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

ข้อควรระวังของการดื่มกาแฟ
แม้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์ แต่การดื่มมากเกินไปอาจส่งผลต่อร่างกายได้เช่นกัน

1. อาจทำให้นอนไม่หลับ
คาเฟอีนสามารถออกฤทธิ์ในร่างกายได้นานประมาณ 4–6 ชั่วโมง หากดื่มกาแฟในช่วงเย็นหรือค่ำ อาจส่งผลต่อการนอนหลับ

2. อาจทำให้ใจสั่น ในบางคนเนื่องจากการได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการ
  • ใจสั่น
  • มือสั่น
  • กระสับกระส่าย

3. กาแฟที่มีน้ำตาลสูงอาจเพิ่มแคลอรี่
ปัญหาสุขภาพจากกาแฟส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวกาแฟเอง แต่เกิดจาก
  • น้ำตาล
  • ครีมเทียม
  • นมข้นหวาน
ที่ทำให้พลังงานเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

วิธีดื่มกาแฟให้เหมาะกับสุขภาพ
หากต้องการดื่มกาแฟทุกวันโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย สามารถปรับพฤติกรรมเล็กน้อยได้ดังนี้

1. จำกัดปริมาณให้เหมาะสม แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 2–3 แก้วต่อวัน
2. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟตอนเย็น ควรดื่มก่อนช่วงบ่าย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการนอน
3. ลดน้ำตาลและครีมเทียม หากต้องการดื่มเพื่อสุขภาพ ควรเลือก
  • กาแฟดำ
  • กาแฟน้ำตาลน้อย
  • กาแฟที่ไม่หวานจัด
4. ไม่ควรดื่มตอนท้องว่าง สำหรับบางคน กาแฟอาจกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหาร จึงควรดื่มหลังอาหาร

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดื่มกาแฟ

1. ดื่มกาแฟทุกวันอันตรายไหม?
โดยทั่วไปไม่อันตราย หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องจำกัดคาเฟอีน

2. ควรดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว?
ส่วนใหญ่แนะนำประมาณ 1–3 แก้วต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณคาเฟอีนในกาแฟแต่ละชนิด

3. กาแฟทำให้ติดจริงไหม?
คาเฟอีนอาจทำให้เกิดความเคยชินได้ในบางคน หากหยุดดื่มทันทีอาจมีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย แต่ไม่ถือเป็นการเสพติดรุนแรง

4. ดื่มกาแฟช่วยลดน้ำหนักได้ไหม?
คาเฟอีนอาจช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้เล็กน้อย แต่การลดน้ำหนักยังต้องอาศัยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายร่วมด้วย

ดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด?

5. ดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด?
หลายคนอาจเริ่มต้นวันด้วยกาแฟหนึ่งแก้วทันทีหลังตื่นนอน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและลดความง่วงได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟอาจมีผลต่อประสิทธิภาพของคาเฟอีนในร่างกาย

โดยทั่วไป ร่างกายของเรามีฮอร์โมนที่ชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวตามธรรมชาติ ฮอร์โมนชนิดนี้มักจะสูงในช่วงเช้าหลังตื่นนอน ดังนั้น หากดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับประโยชน์จากคาเฟอีนอย่างเต็มที่เท่าที่ควร

ผู้เชี่ยวชาญบางรายจึงแนะนำว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการดื่มกาแฟ คือหลังจากตื่นนอนประมาณ 1–2 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่ระดับคอร์ติซอลเริ่มลดลง ทำให้คาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความตื่นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น [8]

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟ
  • ช่วงสายของวัน เวลาประมาณ 9.00 – 11.00 น.
ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการดื่มกาแฟ เพราะร่างกายเริ่มใช้พลังงานมากขึ้น และคาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานได้
  • ช่วงบ่ายต้น ๆ เวลาประมาณ 13.00 – 15.00 น.
เป็นช่วงที่หลายคนเริ่มรู้สึกอ่อนล้าหลังมื้อกลางวัน การดื่มกาแฟในช่วงนี้อาจช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น

ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ
  • ช่วงเย็นหรือก่อนนอน
คาเฟอีนสามารถอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 4–6 ชั่วโมง หรือในบางคนอาจนานกว่านั้น หากดื่มกาแฟในช่วงเย็นหรือค่ำ อาจส่งผลให้หลับยากหรือคุณภาพการนอนลดลง

อย่างไรก็ตาม เวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต การนอนหลับ และความไวต่อคาเฟอีน ดังนั้นการดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกเวลาที่เหมาะกับร่างกายของตนเอง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้รับประโยชน์จากกาแฟ
ที่มา:
[1] บทความรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของกาแฟ เช่น เพิ่มพลังงาน เพิ่มสมาธิ และอาจลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด
[2] งานวิจัยเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ และบทบาทต่อการลดความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย
[3] ข้อมูลเกี่ยวกับผลของคาเฟอีนต่อการนอนหลับ และระยะเวลาที่คาเฟอีนออกฤทธิ์ในร่างกาย
[4] ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนต่อระบบประสาท
[5]
European Food Safety Authority ระบุว่าการบริโภคคาเฟอีนไม่เกิน 400 มก./วัน ถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่
[6] Harvard T.H. Chan School of Public Health อธิบายสารสำคัญในกาแฟ เช่น Polyphenols และ Chlorogenic acid
[7] งานวิจัยเกี่ยวกับคาเฟอีนกับประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
[8] งานวิจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนคอร์ติซอลและจังหวะการทำงานของร่างกายในช่วงเช้า
Other Articles